.
ปี 2026 แล้วเอามารีรันกันอีกรอบ น่าจะรอบที่ 3 แล้วมั้ง ล่าสุดกับกรณี Instagram ย้ำก่อนว่า แม้รหัสผ่านจะไม่หลุดออกไป แต่ข้อมูลสำคัญอื่นๆก็หลุดออกไปด้วน เช่นเบอร์มือถือ วันเกิด และอื่นๆก็มากพอแล้วที่จะเอาไปใข้คาดเดารหัสผ่านได้ (เพราะคนเราชอบใข้วันเกิด ไม่ก็เบอร์มือถือเป็นรหัสผ่าน)
.
นอกจากข่าวคราวเรื่องข้อมูลรั่วไหลที่เกิดขึ้นรายวันแล้ว (อย่างเคส Steam ที่เคยเป็นประเด็น) อีกเหตุผลสำคัญคือตลอดหลายปีที่ผ่านมา คำถามยอดฮิตใน Inbox ของเพจรองจาก “Steam จะลดเมื่อไหร่” ก็คือ…
.
“พี่ครับ บัญชี Steam / Epic / บริการอื่นๆ โดนแฮก ทำยังไงดี?”
.
อันนี้ต้องบอกตรงๆ ว่าหลายเคสเรา “ช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ” ไม่ใช่ว่าแล้งน้ำใจ แต่เราทำได้แค่แนะนำให้ติดต่อ Support ซึ่งมันใช้เวลานานและกินพลังชีวิตมาก สิ่งที่น่าตกใจคือคำถามนี้ไม่เคยหายไปเลย แม้จะเข้าสู่ปี 2026 แล้วก็ตาม แม้เราจะป้องกันไม่ได้ 100% แต่เรา “ลดความเสี่ยง” ได้ครับ
.
อันดับแรกต้องเข้าใจก่อนว่าทำไมเราถึงโดนแฮก? การโดนแฮกเกิดได้จากหลายปัจจัย ตั้งแต่
.
การถูกขโมย Session Token โดนดักจับสถานะการล็อกอิน
มัลแวร์หรือโทรจัน แอบฝังตัวในเครื่องเพื่อขโมยข้อมูล
รหัสผ่านรั่ว หรือ Data Breach – ข้อมูลหลุดจากเว็บที่คุณเคยสมัครไว้
รหัสผ่านเดาง่าย – เหตุผลสุดคลาสสิกที่แฮกเกอร์ชอบที่สุด
.
ซึ่ง 2 ข้อแรกอาจจะเลี่ยงยากถ้าดวงซวยจริงๆ แต่ข้อหลังๆ คือสิ่งที่เรา “ควบคุมได้เกือบ 100%”
.
รหัสผ่านรั่ว ===> รหัสผ่านซ้ำ/เดาง่าย = หายนะ
.
โดยปกติคนเรามักต้องใช้ Email เดิมซ้ำๆ ในทุกบริการ ซึ่งมันเลี่ยงยากเพราะระบบส่วนใหญ่ใช้ Email เป็น Username อยู่แล้ว ดังนั้นเอาตรงๆคือ Email นั้น “ไม่ใช่ความลับ” แต่รหัสผ่านนั้นคือ ”ความลับ” และสิ่งที่ควรเลิกทำทันทีเกี่ยวกับรหัสผ่านคือ
.
อย่าใช้รหัสผ่านเดิมซ้ำในทุกบริการ
อย่าใช้รหัสที่เดาง่าย เช่น วันเกิด, ชื่อสัตว์เลี้ยง, หรือเบอร์โทร
.
ลองนึกภาพตามเช่นคุณตั้งรหัส Steam ว่า bank19970629 แล้วไปสมัคร Epic ด้วยรหัสผ่านชุดเดิม ต่อมาไปสมัครเว็บอ่านการ์ตูนหรือเว็บซื้อของเล็กๆ (เว็บ A) หรือเว็บ อบต แถวบ้านด้วยรหัสเดิมเป๊ะ เพราะมันจำง่ายดี คุณไม่เข้าใจว่าจะตั้งให้มันต่างกันไปทำไม
.
ความพังมันจะเริ่มจากตรงนี้ครับ อันดับแรกเลยจะเห็นว่ารหัสผ่านเป็นอะไรที่เดาได้ง่ายมากๆ และที่ทำให้พังมากกว่าคือการใช้รหัสผ่านซ้ำ แล้วอยู่มาวันนึงบริการ A ที่ว่า ที่คุณอาจจะลืมไปแล้วว่าเคยสมัครไว้มาชาติเศษ ถูกแฮกจนทำให้ Username / รหัสผ่าน เปิดเผยออกมา และไม่มีใครมาคอยประกาศว่าบริการนี้โดนแฮก แปลว่าคุณอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ารหัสของคุณโดนเปิดเผยแล้วเรียบร้อย
.
เห็นมั้ยครับว่าเกิดอะไรขึ้น? ความชิบหายคือตอนนี้ Hacker ก็จะมี Username + รหัสผ่านของคุณแล้ว และอย่างที่เราเกริ่นไว้ก่อนหน้า “คนส่วนใหญ่มักจะใช้ Username + Password เดียวกันในทุกๆบริการที่มี” แค่นี้ Hacker ก็ถูมือแล้วครับ นั่นแปลว่าเค้าสามารถเข้าถึงทุกบริการที่คุณเคยสมัครด้วย Username เดียวกันได้ทั้งหมดทันที รู้ตัวอีกทีคือ คุณก็ใช้งานบัญชีอื่นๆไม่ได้ซะแล้ว
.
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าบริการอื่นๆใช้ Email เป็น Username และถ้าคุณใช้ Email รหัสผ่านชุดเดียวกัน นั่นแปลว่าคุณเตรียมบอกลาไอดีทั้งหมดที่คุณมีในชีวิตได้เลย เพราะคนพวกนี้สามารถขโมยอีเมล์หรือตัวตนคุณไปใช้ได้แบบดื้อๆได้สบาย หรือต่อให้ไม่มีเหตุการณ์ด้านบน (Security Breach) เกิดขึ้น แต่หากคุณใช้ Password ที่คาดเดาได้ง่ายเช่น วันเกิดของคุณเอง ชื่อจริงของคุณ นี่ก็เป็นอีกสาเหตุนึงที่คุณโดนแฮกได้แบบง่ายๆ โดยคนรู้จักหรือคนใกล้ตัวแทน
.
เพราะฉะนั้นวิธีพื้นฐานแรกในการรับมือเลยคือ “หลีกเลี่ยงการใช้ รหัสผ่านซ้ำ และคาดเดาได้ง่าย” ครับ
.
อ่ะ แต่พูดน่ะมันง่าย ถูกมั้ย? “หลีกเลี่ยงการใช้ รหัสผ่านซ้ำ และคาดเดาได้ง่าย” อันนี้ คุณจะเลี่ยงใช้รหัสผ่านยากๆได้สักกี่ครั้ง แล้วคุณจะจำมันได้จริงสักกี่อัน แล้วกี่ครั้งที่คุณจะต้องมากด Forget Password แล้วรีเซ็ตมันอีกรอบ
.
ดังนั้นการตั้งรหัสใหม่ยาวๆ ให้ไม่ซ้ำกันมันจำยากชิบหาย Password Manager จึงถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เป็น “ตู้นิรภัย” เก็บชุดรหัสผ่านให้คุณ สิ่งที่คุณต้องทำมีเพียงอย่างเดียวคือ “จำรหัสเข้า Password Manager ให้ได้แม่นๆ รหัสเดียวพอ”
.
ความเจ๋งของมันคือระบบ Auto Generate Password ที่จะสุ่มรหัสผ่านสุดโหดมาให้ เช่น
.
Steam: AEn7CRdt6dzWq7FWi2wAz6w
Epic: h2-q3MwZEkyegpcP@
.
รหัสพวกนี้เดายังไงก็ไม่ถูก และถ้าบริการใดบริการหนึ่งโดนแฮก บริการที่เหลือของคุณจะยังปลอดภัย 100% เพราะรหัสผ่านไม่ซ้ำกันเลย
.
เครื่องมือที่แนะนำ
BitWarden – ยอดนิยม ปลอดภัยสูง (มีตัวฟรีที่ใช้งานได้ดีมาก)
1Password / Dashlane / Nord Pass – ฟีเจอร์ครบ ใช้ง่าย (เสียรายปี)
KeePassXC – สายฟรีแบบ Offline จัดการเอง 100%
Google Password Manager / Apple Keychain – ตัวเลือกเริ่มต้นที่ติดมากับเครื่อง สะดวกและฟรี
.
ต่อมา หลายคนก็กังวลว่า “ถ้า Password Manager โดนแฮกล่ะ?” นี่คือเหตุผลที่เราต้องมี MFA หรือ Multi-Factor Authentication หรือการยืนยันตัวตนหลายชั้นเข้ามาเสริมครับ มันคือการล็อกอินที่ต้องใช้มากกว่าแค่รหัสผ่าน
.
ตามปกติแล้วมันคือกระบวนการเข้าสู่ระบบบัญชีแบบหลายขั้นตอนที่กำหนดให้ผู้ใช้ป้อนข้อมูลเพิ่มเติมนอกเหนือจากรหัสผ่าน เพื่อเป็นการยืนยันว่าเราเป็นเจ้าของบัญชีจริงๆ เช่น การใช้ OTP ที่ส่งผ่าน SMS ที่เราคุ้นเคยกันดี, การอนุมัติผ่าน Authenthicator หรือ Passkey ไปจนถึงการใช้รหัสผ่านชีวภาพอย่างลายนิ้วมือ ใบหน้าหรือม่านตา เป็นต้น
.
ซึ่งเจ้า MFA/2FA นั้น คือขั้นตอนรักษาความปลอดภัยอีกขั้นที่ผู้ให้บริการหลายๆเจ้ามีให้ใช้อยู่แล้ว หลังจากที่เราสร้างบัญชีการใช้งาน ก็จะมีการให้ตั้ง MFA/2FA อีกชั้นเพื่อความปลอดภัยด้วย ซึ่งมักจะเป็นขั้นตอนที่คนส่วนใหญ่ข้ามไปเลย (เพราะขี้เกียจ) ซึ่งอันนี้เราแนะนำว่า ถ้าบริการไหนที่เราใช้งาน มีให้เลือกใช้ MFA ขอแนะนำว่า “ให้เปิดใช้ให้หมด” ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เพราะไม่มีอะไรการันตีได้ 100% ว่ารหัสผ่านที่เราจะใช้งาน จะไม่รั่วออกไป ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง การใช้ MFA เป็นอีกชั้นที่ช่วยบล๊อคการเข้าถึงที่ไม่พึงประสงค์ได้ในระดับนึง
.
และคำแนะนำจากเราคือ จง “เปิด MFA ทุกที่ที่เปิดได้” อย่าขี้เกียจครับ เพราะในโลกปี 2026 ที่ AI ช่วยแฮกเกอร์ทำงานได้เร็วขึ้น การมี MFA คือเกราะป้องกันชั้นสุดท้าย (ที่พอจะพึ่งได้) มากที่สุดแล้ว
.











